menus bar


หน้าแรก สั่งซื้อสินค้า คุณหมอตั้มตอบปัญหา

[ซึมเศร้า] โรคที่ร่างกายไม่อนุญาตให้มีความสุข ตอนที่ 2


ในปี 2560 ที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินข่าวการฆ่าตัวตายทั้งของบุคคลธรรมดาและบุคคลมีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น เชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำวง Linkin Park หรือ ข่าวล่าสุด คิม จงฮยอน สมาชิกวง SHINee บอยแบนด์ดังจากเกาหลีใต้ กันมากขึ้น

หลายคนอาจเคยคิด หรือ ตั้งข้อสงสัย ว่า เขาเหล่านั้นอ่อนแอ ไม่มีความอดทน แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

การที่คนคนหนึ่งจะมีภาวะหรือเป็นโรคซึมเศร้าได้นั้น ใช้เวลา สั่งสมความเครียด ความกดดัน มานานนับเดือนหรือนับปี (ยกเว้นกรณีที่บุคคลนั้นเจอเหตุการณ์ที่สะเทือนจิตใจอย่างรุนแรง)

จากการที่ Lusine  ได้ไปแอบส่องกระทู้ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั้งใน Pantip และ Facebook ทำให้พบว่า ผู้ป่วยหลาย ๆ คนเจอปัญหาเดียวกันคือ คนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในครอบครัวไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า

จึงมักบอกกับผู้ป่วยว่า "อย่าคิดมาก" "จะเศร้าไปทำไม เรื่องแค่นี้" "เมื่อไหร่จะหายป่วย" บ้างก็บอกให้ผู้ป่วย "เข้าวัด ปฏิบัติธรรม" ซึ่งคำพูดเหล่านี้อาจจะเป็นคำพูดที่เกิดจากความห่วงใยก็จริง แต่มันกลับเป็นคำพูดที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเคว้งคว้างและโดดเดี่ยว

"ไม่มีใครเข้าใจผู้ป่วยได้ดีเท่ากับคนที่ป่วยเหมือนกัน"

นี่คือสิ่งที่ผู้ป่วยรู้สึก

ไม่ได้อยากคิดลบ แต่มันเป็นเอง

ปัญหาแรกที่ผู้ป่วยเผชิญคือ มีความคิดที่เป็นด้านลบตลอดเวลา รู้สึกสิ้นหวัง มองโลกในแง่ร้าย รู้สึกผิด รู้สึกตัวเองไร้ค่าไม่มีความหมาย จนทำให้มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง และในที่สุดก็ทำร้ายตัวเอง

ความคิดในด้านลบที่เกิดจากโรคซึมเศร้านั้นแตกต่างจากการมองโลกในแง่ร้าย

โรคซึมเศร้านั้นเกิดจากความไม่สมดุลกันของสารเคมี แต่การมองโลกในแง่ร้ายเกิดจากรูปแบบของการคิดในแง่ลบที่พัฒนาจนกลายเป็นการเสพติด คนที่มองโลกแง่ร้ายมักจะมีความสุขกับการลงโทษตัวเอง การคิดถึงทุกเรื่องในแง่ร้ายสุด ๆ ทำให้พวกเธอไม่ต้องเจอกับความผิดหวังหรือถูกปฏิเสธจากใคร เพราะไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่แรกแล้ว




ถ้า ความคิด (Thoughts) ที่เกิดขึ้นเป็น ด้านลบ
มันก็จะส่งผลต่ออารมณ์ (Emotions)
ความรู้สึก (Sensations) และพฤติกรรม (Behaviors) ที่เป็นลบเช่นกัน
แล้วมันก็จะวนไปที่ความคิดลบอีก เรียกมันว่า...
ลูปของโรคซึมเศร้า (The Depression Loop)


ที่ดูเหมือนขี้เกียจ แต่จริง ๆ เราป่วย

ปัญหาที่สองคือ เกิดความเบื่อหน่ายในทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เคยชอบ ก็รู้สึกไม่สนุกอีกต่อไป ไม่อยากทำอะไร ถ้าเป็นมาก ๆ ก็จะนอนบนเตียงเฉย ๆ ได้นานเป็นเดือน จนเสียการเสียงานได้เลยค่ะ

โรคซึมเศร้า ไม่ได้มีแต่อารมณ์เศร้าอย่างเดียว

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีแต่อารมณ์เศร้าอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วจะมีบางช่วงที่อยู่ในอารมณ์ปกติ

ไร้ทุกข์ และ ไร้สุข

"ภาวะสิ้นยินดี" เป็นภาวะที่ผู้ป่วยไร้ความรู้สึก ไม่มีความทุกข์ และ ไม่มีความสุข ผู้ป่วยบางคนถึงกับขอเลือกอยู่ในอารมณ์เศร้าดีกว่า เพราะอย่างน้อยก็ยังมีความรู้สึก มีอารมณ์ให้สัมผัสได้

อยากหาย...

การรักษาจะใช้ 2 วิธีร่วมกันคือ ใช้ยา และ จิตบำบัด

อาการข้างเคียงจากการใช้ยาในระยะแรกคือ รู้สึกง่วงนอนตลอดเวลา เมื่อร่างกายปรับกับยาได้แล้วอาการจะดีขึ้น นอกจากนี้ต้องกินยาให้ตรงเวลา  (ยาก่อนนอน ควรกินไม่เกิน 2 ทุ่ม) และที่สำคัญ ห้ามหยุดยาเอง

ส่วนการทำจิตบำบัดมีหลายวิธีค่ะ เช่น ระบายความคับข้องใจกับจิตแพทย์ นักจิตบำบัด ครอบครัว หรือจะเขียนไดอารี่ก็ได้ค่ะ

การร้องไห้เพื่อระบายความทุกข์ ไม่ได้หมายถึง อ่อนแอ

ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เช่น ออกไปกินข้าวข้างนอก ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมอาสาสมัคร จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมีคุณค่า และลดความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้างได้ค่ะ

นอกจากนี้ การออกกำลังกาย ยังช่วยลดความเครียด และหลั่งสารความสุขมากขึ้น

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า
  1. อย่าตั้งเป้าหมาย ในการทำงาน และ ปฏิบัติตัวที่ยากเกินไป หรือรับผิดชอบมากเกินไป
  2. แยกแยะปัญหาใหญ่ ๆ ให้เป็นส่วนย่อย ๆ พร้อมทั้งจัดเรียงความสำคัญก่อนหลังและลงมือทำเท่าที่สามารถทำได้
  3. อย่าพยายามบังคับตนเอง หรือตั้งเป้ากับตนเองให้สูงเกินไป เพราะอาจไปเพิ่มความรู้สึกล้มเหลวในภายหลัง
  4. พยายามทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับบุคคลอื่น ซึ่งดีกว่าอยู่เพียงลำพัง
  5. เลือกทำกิจกรรมที่จะสร้างความรู้สึกที่ดีขึ้น หรือเพลิดเพลินและไม่หนักเกินไป เช่น การออกกำลังเบาๆ การชมภาพยนตร์ การร่วมทำกิจกรรมทางสังคม
  6. อย่าตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตมาก ๆ เช่น การลาออกจากงาน การแต่งงาน หรือ การหย่าร้าง โดยไม่ได้ปรึกษาผู้ใกล้ชิดที่รู้จักผู้ป่วยดี และ ต้องเป็นบุคคลที่สามารถพิจารณาเหตุการณ์นั้นอย่าง ที่ยงตรง มีความเป็นกลาง และ ปราศจากอคติที่เกิดจากอารมณ์มาบดบัง ถ้าเป็นไปได้ และ ดีที่สุด คือ เลื่อนการตัดสินใจออกไปจนกว่าภาวะโรคซึมเศร้าจะหายไปหรือดีขึ้น มากแล้ว
  7. ไม่ควรตำหนิ หรือลงโทษตนเองที่ไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ เพราะ ไมใช่ความผิดของผู้ป่วย ควรทำเท่าที่ตนเองทำได้
  8. อย่ายอมรับว่าความคิดในแง่ร้ายที่เกิดขึ้นในภาวะซึมเศร้าว่าเป็นส่วนหนึ่งที่แท้จริงของตนเองเพราะโดยแท้จริงแล้วมันเป็นส่วนหนึ่งของโรค หรือ ความเจ็บป่วย และ สามารถหายไปได้เมื่อรักษา
  9. ในขณะที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากลายเป็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น แต่ก็อาจมีบุคคลรอบตัว ๆ ที่ไม่เข้าใจในความเจ็บป่วยของผู้ป่วย และ อาจสนองตอบในทางตรงกันข้ามและกลายเป็น การซ้ำเติมโดยไม่ได้ตั้งใจ
ไม่อยากเป็น...

  1. ถ้ารู้สึกเหนื่อยให้หยุดพัก เช่น เจอปัญหาใหญ่ขบคิดแก้ไม่ออก ยิ่งแก้ยิ่งเหนื่อย ยิ่งหมดแรง แบบนี้ให้หยุดพักและให้มีสติ พักผ่อนให้สบายใจขึ้นแล้วค่อยกลับมาแก้ปัญหา เพราะถ้าไม่หยุดจะทำให้เราเกิดภาวะซึมเศร้าได้
  2. หาสาเหตุของปัญหา จะพบว่าปัญหาไม่ได้แย่ขนาดนั้น
  3. หาตัวช่วย เช่น คนใกล้ชิด เลือกคนที่ไว้ใจ คนที่สามารถช่วยเหลือเราได้
  4. ออกกำลังกาย เพื่อลดโอกาสเกิดโรคต่าง ๆ
  5. ผ่อนคลายจากความเครียด ออกไปทำกิจกรรม เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะซึมเศร้า

การมีสุขภาพจิตที่ดี ใคร ๆ ก็อยากมี

วันนี้ คุณสร้างความคิดด้านบวกแล้วหรือยัง...


[ซึมเศร้า] โรคที่ร่างกายไม่อนุญาตให้มีความสุข ตอนที่ 2



แหล่งข้อมูล :

หนังสือ โรคซึมเศร้า โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หนังสือ เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง โดย ดาวเดียวดาย

website จิตแพทย์แนะ 9 วิธี ต้านซึมเศร้า โดย โรงพยาบาลมนารมย์

ภาพประกอบ :